ไขข้อข้องใจ ทำไมยุคนี้แบรนด์ต้อง Collab

เมื่อแบรนด์ยืนหนึ่งบนเชลฟ์ไม่ไหว สองแบรนด์จึงต้องจับมือกันออกแคมเปญ “คอลแลป” สนุก ๆ เรียกยอดเอนเกจเมนต์กันไม่เว้นวัน ทั้งน้องหมีเนยที่ไปเพิ่มความน่ารักให้แบรนด์ต่าง ๆ หรือทาร์ตไข่ชื่อดังที่ร่วมกับแบรนด์อาหารไทยชื่อดังออกรสชาติใหม่ ไปจนถึงไอศกรีมเจ้าใหญ่ที่มิกซ์แอนด์แมตช์กับแบรนด์ต่าง ๆ จนได้รสชาติไม่ซ้ำใคร แล้วทำไมแบรนด์ต่าง ๆ ถึงตัดสินใจมาคอลแลปกัน ได้แนะนำตัวให้คนอื่นรู้จักมากขึ้น – การคอลแลปทำให้ลูกค้าสองแบรนด์ที่มีความสนใจคล้ายกันมารวมกัน เพิ่มการรับรู้ให้แคมเปญและแบรนด์ เกิดกลุ่มเป้าหมายใหม่และฐานลูกค้าใหม่ที่มาจากอีกแบรนด์ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะซื้อสินค้าเราในอนาคตได้ ดูน่าเชื่อถือมากขึ้น – พอสองแบรนด์มาจับมือกัน ช่วยเสริมความน่าเชื่อถือให้แต่ละแบรนด์มากขึ้นได้ เหมือนเพื่อนที่เราไว้ใจมาแนะนำเพื่อนอีกคนให้รู้จัก มีงบสำหรับไอเดียเจ๋ง ๆ มากขึ้น – เมื่อสองแบรนด์คอลแลปกันและต้องทำการตลาดร่วมกัน จะเอาเงินทำแคมเปญมารวมกัน ทำให้มีเงินสำหรับทำแคมเปญมากขึ้น ซึ่งในส่วนตรงนี้สัดส่วนอาจเป็นไปตามที่แต่ละแบรนด์ตกลงกัน แชร์ความรู้ – การคอลแลปทำให้ทีมการตลาดของทั้งสองแบรนด์จับมือเปิดโต๊ะประชุมร่วมกัน ซึ่งจะช่วยกันแชร์ข้อมูลของเชิงลึก ความรู้และประสบการณ์ที่แต่ละแบรนด์มีให้อีกแบรนด์ ซึ่งช่วยเปิดโอกาสให้สมาชิกในแต่ละทีมได้เรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ ที่ไม่เคยรู้ ไม่เคยทำมาก่อน ช่วยกันปรับจุดอ่อน เพิ่มจุดแข็ง – ก่อนที่จะคอลแลป แต่ละแบรนด์ต้องศึกษาอีกแบรนด์ที่จะคอลแลปด้วย ซึ่งจะทำให้ต่างฝ่ายต่างเห็นจุดอ่อน จุดแข็งของกันและกัน และช่วยกันปรับปรุงแก้ไข สองหัวดีกว่าหัวเดียว – การรวมตัวช่วยกันคิดระหว่างสองแบรนด์อาจทำให้เกิดไอเดียใหม่ ๆ […]

อวสานโลกสื่อ สู้ด้วย Lots of Little Campaign

ตอนนี้เรากำลังอยู่ในยุคที่ผู้คนเลือกเสพสื่อตามความสนใจ จนถูกเรียกว่าเป็นยุคโลกสื่อแตกกระจาย (Media Fragmentation) ทำให้คอนเทนต์เราไวรัลยากขึ้น ไม่เหมือนในยุคทีวีที่คนเสพสื่อไม่กี่ช่องทาง ซึ่งโจทย์ข้อนี้กลายเป็นความท้าทายใหม่ของนักสร้างแบรนด์ที่ต้องหาทางสร้างแบรนด์ขึ้นมาให้ได้ ข้อมูลจาก Kantar ชี้ว่า แบรนด์ที่มีการสื่อสาร 5 ช่องทาง เพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารแบรนด์ได้ 2 เท่า และ 45% ของแบรนด์ที่มีอิทธิพลในปี 2024 มาจากการใช้สื่อแบบผสมผสาน แต่ก็ไม่ต้องกังวลไป ยังมีวิธีที่ทำให้แบรนด์อยู่รอดในยุคนี้ คือ การทำแคมเปญในลักษณะ เล็กแต่มาก (Lots of Little) โดยทำคอนเทนต์ผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ เพื่อเชื่อมโยงประสบการณ์และดึงความสนใจของผู้คน ซึ่ง Citing Meta ระบุว่าการทำแคมเปญแบบนี้เพิ่มยอดขายได้ถึง 21% เทคนิคของแคมเปญเล็กแต่มาก อยู่ที่การใช้ความครีเอทีฟสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่หลากหลาย แปลก และสดใหม่ โดยจะต้องปรับให้เหมาะสมกับแต่ละแพลตฟอร์ม แต่ยังคงอยู่ภายใต้แนวคิดเดียวกัน เพื่อให้แต่ละสื่อทำงานร่วมกัน (Synergy) แบรนด์หนึ่งที่สามารถเป็นกรณีศึกษาที่ดีในยุคสื่อแตกกระจาย คือ McDonald’s โดยในงาน 2025 Cannes Lions Festival’s Creative รองประธานฝ่ายบริหารของ […]

3 ขั้นตอนต้องรู้ ก่อนทำ Brand Crisis Management ให้ครีเอทีฟแบบไม่เสี่ยงเจอวิกฤตซ้ำ

เวลาวิกฤตเกิดขึ้นกับแบรนด์ สิ่งที่ผู้บริโภคคาดหวังคือ “ความจริงใจ ความรวดเร็ว และความรับผิดชอบ” แต่ในหลายกรณี วิธีการสื่อสารที่ผิดพลาดกลับยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลงกว่าเดิม   จริง ๆ แล้ว Brand Crisis Management ไม่ได้มีแค่การออกแถลงการณ์หรือขอโทษอย่างเป็นทางการเท่านั้น แต่เรายังสามารถใส่ความครีเอทีฟเพื่อบรรเทาความตึงเครียด และพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้ — หากทำอย่างถูกขั้นตอน เช่น เคสในคอนเสิร์ต Coldplay ที่ดึง “แฟนเก่า” มาตอบ Q&A เกี่ยวกับบริษัท แบรนด์ KFC ที่เปลี่ยนชื่อแบรนด์เป็น FCK เพื่อตำหนิตัวเองในกรณีไก่ขาดตลาดในอังกฤษ สุกี้จินดา ที่ออกโปรโมชัน “สุกี้ของประชาชน” เพราะเพจโดนแฮกเปลี่ยนชื่อเป็น “งานของประชาชน” และต้องใช้เวลา 60 วันกว่าจะเปลี่ยนกลับได้   แต่ก่อนจะเริ่มคิดงานครีเอทีฟหรือออกแบบการสื่อสารที่มีสีสัน สิ่งสำคัญที่สุดคือ “ต้องเข้าใจกระบวนการของ Brand Crisis Management ให้ถูกต้องก่อน” เพื่อป้องกันไม่ให้แบรนด์เจอวิกฤตซ้ำซ้อน   3 ขั้นตอนที่แบรนด์ต้องรู้ ก่อนออกแบบงานครีเอทีฟ 1. ทำความเข้าใจวิกฤต […]