เจาะเหตุผล ทำไมตลาดมือสองกำลังโตแรง

เมื่อตลาดมือสองไม่ใช่เพียงตลาดสำหรับของถูกอีกต่อไป แต่ในมุมมองของผู้บริโภคมองว่าตลาดมือสองเป็นเหมือนอีกแหล่งซื้อขายที่รวมของยูนีค ความคุ้มค่า โดยมีการคาดการณ์ว่าแนวโน้มการเติบโตของตลาดมือสองของไทยในปี 2024-2027 จะเติบโตต่อเนื่องราว 15% จากมูลค่า 1,800 ล้านบาทในปี 2023 เมื่อเทียบกับสหรัฐ ภูมิภาคเอเชียถือเป็นตลาดใหญ่ของสินค้ามือสอง จนกลายเป็นอีกธุรกิจค้าปลีกที่ทำให้แบรนด์แฟชันต้องปรับตัวเช่นกัน แล้วทำไมมุมมองของตลาดมือสองถึงเปลี่ยนไปสาเหตุมีดังนี้ ราคาสินค้าแฟชันมือหนึ่งมีราคาสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นภาษีนำเข้า หรือค่าทรัพยากรในการผลิตที่มีต้นทุนอันส่งผลต่อราคาสินค้านั่นเอง ของบางชิ้นมีความยูนีคและไม่เหมือนใคร จากมุมมองนี้ทำให้ผู้บริโภคหลายกลุ่มให้ความนิยมการซื้อของตลาดมือสองกันมากขึ้น ของมือสองบางชิ้นถือเป็นการลองก่อนใช้ของผู้ซื้อในราคาที่จับต้องได้ ซึ่งหลายแบรนด์ใช้จุดนี้เป็นกลยุทธ์ เพราะเมื่อลูกค้าประทับใจ ก็มีแนวโน้มจะกลับมาซื้อสินค้าชิ้นใหม่ แนวคิดเรื่องความยั่งยืน การใช้ซ้ำกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคตัดใจซื้อในปัจจุบัน ตลาดมือสองในปี 2026 ไม่เพียงแต่เติบโต แต่ได้ก้าวขึ้นมาเป็นอีกหนึ่งธุรกิจค้าปลีกหลัก ที่แบรนด์ไม่ควรมองข้าม การปรับเปลี่ยนทิศทางของแบรนด์ให้สอดคล้องกับแนวคิดที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภคก็อาจเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงมากขึ้นได้ เช่น นำสินค้าเก่ามาแลกส่วนลดสินค้าใหม่ หรือสร้างพื้นที่การส่งต่อของผ่านแบรนด์โดยตรง เป็นต้น ที่มา: https://shorturl.asia/aeupf/ https://shorturl.asia/OgN4V / https://shorturl.asia/rZXi6
2026 ละครสั้นแนวตั้งยังน่าสนใจอยู่ไหม?

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตลาดละครสั้นแนวตั้งเติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลกและกลายเป็นช่องทางใหม่ที่แบรนด์แข่งกันทำโฆษณา แบรนด์ใหญ่เริ่มหันมาจับทางทำละครสั้นแนวตั้งของตัวเอง เช่น Starbucks ในจีน มีละครเรื่อง I Opened A Starbucks in Ancient Times เกี่ยวกับการย้อนเวลาไปเปิดร้าน Starbucks แต่การเติบโตนี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย สิ่งสำคัญคือ “พฤติกรรมคนดู” ที่เปลี่ยนไป นี่คือ 3 Key Success ที่ทำให้ละครสั้นแนวตั้งกลายเป็นอาวุธลับของแบรนด์: 1. พล็อตเดาง่าย สนุกแบบไม่ต้องคิด: จุดเด่นของละครคุณธรรมหรือละครสั้นคือไม่ต้องคิดตามเยอะ แม้การแสดงจะดูแข็ง ๆ แต่นั่นกลับเป็นจุดแข็งที่ทำให้คนอยากดูต่อ ใช้เวลาแค่ตอนละ 1.30 – 2.00 นาทีก็จบ 1 ตอน และมักจะทิ้งท้ายให้ค้างคาจนหยุดดูไม่ได้ 2. ขายของแบบมีชั้นเชิง: ความท้าทายของแบรนด์ คือ ละครสั้นต้องสนุก แต่ต้องมีชั้นเชิงในการขายสินค้า ถ้าพล็อตเรื่องไวรัล สินค้าที่แฝงอยู่ก็มีโอกาสไวรัลตามไปด้วย 3. ลงช่องทางไหนก็เข้าถึงผู้บริโภคชาวไทยได้ง่าย: เพราะในไทยมีช่องทางการเผยแพร่ที่แพร่หลาย ทั้งผ่านแอปพลิเคชันสตรีมมิงและโซเชียลมีเดีย ทำให้แบรนด์และครีเอเตอร์มีโอกาสสร้างรายได้ทั้งจากการโฆษณาและการสมัครสมาชิก ถ้ามองทิศทางตลาดโลกโดยรวมแล้ว ตอนนี้ละครสั้นแนวตั้งยังคงเป็นอีก Execution หนึ่งที่ยัง ‘น่าทำ’ แต่อาจมีความท้าทายใหม่ ๆ […]
Pet Friendly vs. Pet Allow เช็กความต่างก่อนทำการตลาดกับ Pet Parent

ตลาดสำหรับสัตว์เลี้ยงยังคงโตอย่างต่อเนื่อง เพราะ Pet parent หรือคนเลี้ยงสัตว์มองว่า สัตว์เลี้ยงไม่ต่างจากลูก ซึ่งข้อมูลจากบัตรเครดิต KTC เผยว่า แม้เศรษฐกิจจะชะลอตัว แต่ยอดค่าใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในหมวดสัตว์เลี้ยงโตทะลุหลักพันล้าน! และในงาน Pet Expo ช่วงเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว ก็มีผลสำรวจพบว่ามีการใช้จ่ายเฉลี่ยสูงถึง 3-5 หมื่นบาทเลยทีเดียว เมื่อ “การเปย์เพื่อความสุขของลูกรักสี่ขา” กลายเป็นเรื่องปกติ จึงไม่น่าแปลกใจที่ธุรกิจต่าง ๆ ตั้งแต่ร้านอาหาร โรงแรม คอนโด ไปจนถึงสถานที่ท่องเที่ยวต่างสนใจขยับตัวเข้าหาตลาดนี้ บทความนี้เลยจะชวนกันมาทำความเข้าใจความต่างระหว่าง Pet Friendly กับ Pet Allowed ก่อนที่จะไปวางแผนโปรโมตและให้รายละเอียดกับ Pet Parent กันครับ แต่สุดท้าย ไม่ว่าจะเลือกเป็น Pet Friendly หรือ Pet Allowed สิ่งที่สำคัญคือ การลงรายละเอียดเรื่องกฎ ข้อจำกัดเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงให้ครอบคลุมหรือชัดเจนที่สุด เช่น ขนาด น้ำหนัก สายพันธุ์ การกำหนดโซนต่าง ๆ เพื่อให้ Pet […]
Humble Branding เข้าถึงคนธรรมดาด้วยการตลาดแบบถ่อมตัว

ในหนึ่งวัน คุณเจอโฆษณาบนโลกออนไลน์กี่ชิ้น?หลายคนคงตอบว่านับไม่ถ้วน เพราะมีทั้งโฆษณาที่เสียเงินมาหาเรา โฆษณาผ่านเพจ ผ่านช่องของ Influencers ซึ่งแต่ละหลายชิ้นอัดแน่นด้วยข้อมูล คุณสมบัติ หรือบางชิ้นก็แอบโฆษณาเกินจริงไปบ้าง.จากสิ่งนี้ ผู้บริโภคหลายคนเลยพร้อมยินดีจ่ายค่า Subscription เพื่อไม่ให้เจอโฆษณาหรือเจอน้อยลง ในขณะที่บางกลุ่มก็ถึงขั้นรณรงค์ให้เลือกซื้อสินค้ากันอย่างมีสติ อย่าตกเป็นเหยื่อการตลาด พฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าด้วยแนวคิด ไม่ช้อปตามกระแสจึงมีเพิ่มขึ้นตามมาด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ ด้วยเหตุนี้ Humble Branding จึงเป็นเทรนด์ใหม่ที่จะมาตอบโจทย์ในวันที่ผู้บริโภคมีความไว้วางใจหรือเชื่อใจแบรนด์ลดลงครับ. Humble Branding คืออะไร?คือ การตลาดที่แบรนด์เข้าหาผู้บริโภคด้วยความถ่อมตัว สื่อสารอย่างตรงไปตรงมาและจริงใจ หรือก็คือ การที่แบรนด์ #ทำตัวให้เป็นมนุษย์ เพื่อให้ผู้บริโภคเห็นว่าเรา #เข้าใจพวกเขา ซึ่งหลักการสำคัญของการเป็น Humble branding คือ 1. การยอมรับในความไม่สมบูรณ์แบบที่เป็นเรื่องของคนธรรมดา หรือการที่แบรนด์เข้าใจว่าผู้บริโภคก็เป็นคนทั่วไป ที่มีความไม่สมบูรณ์แบบ มีความผิดพลาด หรือมีเหตุผลในการใช้ชีวิตที่บางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่ หรือแม้แต่ยอมรับว่าตัวแบรนด์เองก็สามารถทำผิดพลาดได้เช่นกัน ยกตัวอย่าง แคมเปญ The Joy of Everyday ของ Just Eat ที่ตัวละครบอกว่าสั่งเดลิเวอรีเพราะอยากช่วยร้านค้าเล็ก ๆ ใกล้บ้าน แต่จบแบบหักมุมว่า […]
5 เทรนด์ผู้บริโภคมาแรง ปี 2026

ในปี 2026 นี้ การทำความเข้าใจ “𝗖𝗼𝗻𝘀𝘂𝗺𝗲𝗿 𝗜𝗻𝘀𝗶𝗴𝗵𝘁” ยังถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้กลยุทธ์การตลาดของแบรนด์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ วันนี้เลยขอสรุป 5 เทรนด์ผู้บริโภคที่เกิดจาก “𝗖𝗼𝗻𝘀𝘂𝗺𝗲𝗿 𝗜𝗻𝘀𝗶𝗴𝗵𝘁” ที่น่าจับตามองในปีนี้มาฝากกันครับ 1. 𝗟𝗼𝗻𝗴𝗲𝘃𝗶𝘁𝘆 𝗟𝗶𝘃𝗶𝗻𝗴: ไม่ป่วยว่าดีแล้ว แต่สุขภาพดีในระยะยาวนี่แหละใช่เลย การดูแลสุขภาพไม่ได้จำกัดแค่คนที่อายุเยอะแล้วครับ เทรนด์นี้ขยายตัวจากกลุ่มผู้สูงอายุสู่ Gen Z และ Millennials ที่หันมาลงทุนกับสุขภาพผ่านกิจกรรมอย่าง พิลาทิส หรือการปีนผา เพราะผู้บริโภคยุคนี้ต้องการมีชีวิตที่ยืนยาวเพื่อใช้ชีวิตในแบบที่ชอบให้นานที่สุด 2. 𝗘𝗦𝗚 & 𝗥𝗮𝗱𝗶𝗰𝗮𝗹 𝗧𝗿𝗮𝗻𝘀𝗽𝗮𝗿𝗲𝗻𝗰𝘆: ใส่ใจทั้งสิ่งแวดล้อม สังคม และความโปร่งใสในชีวิต จากข้อมูลพบว่าผู้บริโภคยุค 2026 ให้ความสำคัญกับจริยธรรมของแบรนด์อย่างมาก ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และความปลอดภัยของข้อมูล (Data Privacy) แบรนด์ที่มีจุดยืนชัดเจนและพิสูจน์ความคุ้มค่าได้จริง จะได้รับความไว้วางใจในระยะยาว ไม่ใช่แค่การทำแคมเปญตามเทศกาลเท่านั้นครับ 3. 𝗕𝗲𝗮𝘂𝘁𝘆 𝗜𝗱𝗲𝗻𝘁𝗶𝘁𝘆: สวยจากภายในนี่แหละเริ่ดที่สุด จากเทรนด์ Longevity Living ทำให้ผู้บริโภคเห็นความสำคัญของการดูแลตัวเองจากภายใน […]
“ไปด้วยแต่ไม่ดื่มนะ” เทรนด์ใหม่ที่กลายเป็นความเท่ของใครหลายคน

เมื่อการเลือกที่จะไม่ดื่มสำหรับคนรุ่นใหม่คือความเท่ จนเกิดเป็น Sober Curious พฤติกรรมที่มองหาความเมารูปแบบใหม่ จาก Movement นี้ทำให้เห็นว่าในอนาคตอาจเกิดสินค้า Non Alcohol แบบใหม่ที่น่าจับตามองได้ แนวคิด Sober Curious เกิดจากการตั้งคำถามง่าย ๆ อย่าง• “เราดื่มไปทำไม?”• “เราจำเป็นต้องดื่มเพื่อเข้าสังคมเหรอ?” นอกจากนี้ข้อมูลงานวิจัย Mintel (2023) กว่า 39% เลือกไม่ดื่มเพื่อสุขภาพกาย 29% เพื่อสุขภาพจิต และ 71% กังวลถึงผลกระทบระยะยาวจากการดื่ม เช่นโรคมะเร็ง หรือโรคตับเป็นต้น จากกระแสนี้ทำให้ผู้ผลิตเครื่องดื่มบางรายก็มองว่าคืออุปสรรคที่ต้องผ่านไปได้ แต่บางรายกลับมองเป็นโอกาส เช่น Carlsberg A/S บริษัทเบียร์จากเดนมาร์กกระโดดเข้าไปเล่นในตลาดเครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์เพื่อตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เช่นกัน ในอนาคตกระแส Sober Curious อาจเป็นเพียงเฉพาะกลุ่มหรืออาจมีโอกาสขยายเป็นวงกว้างก็ได้ การที่หลายแบรนด์หรือผู้ประกอบการเข้าใจถึงความต้องการของคนกลุ่มนี้ ก็อาจช่วยให้มีสินค้ารูปแบบใหม่ ๆ ออกตลาดมากขึ้นอาทิเช่น Sparkling ต่าง ๆ และ Non-Alcohol Drink นั่นเอง ขอบคุณที่มา: https://shorturl.asia/pxgVshttps://shorturl.asia/6bWsH
ไขข้อข้องใจ ทำไมยุคนี้แบรนด์ต้อง Collab

เมื่อแบรนด์ยืนหนึ่งบนเชลฟ์ไม่ไหว สองแบรนด์จึงต้องจับมือกันออกแคมเปญ “คอลแลป” สนุก ๆ เรียกยอดเอนเกจเมนต์กันไม่เว้นวัน ทั้งน้องหมีเนยที่ไปเพิ่มความน่ารักให้แบรนด์ต่าง ๆ หรือทาร์ตไข่ชื่อดังที่ร่วมกับแบรนด์อาหารไทยชื่อดังออกรสชาติใหม่ ไปจนถึงไอศกรีมเจ้าใหญ่ที่มิกซ์แอนด์แมตช์กับแบรนด์ต่าง ๆ จนได้รสชาติไม่ซ้ำใคร แล้วทำไมแบรนด์ต่าง ๆ ถึงตัดสินใจมาคอลแลปกัน ได้แนะนำตัวให้คนอื่นรู้จักมากขึ้น – การคอลแลปทำให้ลูกค้าสองแบรนด์ที่มีความสนใจคล้ายกันมารวมกัน เพิ่มการรับรู้ให้แคมเปญและแบรนด์ เกิดกลุ่มเป้าหมายใหม่และฐานลูกค้าใหม่ที่มาจากอีกแบรนด์ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะซื้อสินค้าเราในอนาคตได้ ดูน่าเชื่อถือมากขึ้น – พอสองแบรนด์มาจับมือกัน ช่วยเสริมความน่าเชื่อถือให้แต่ละแบรนด์มากขึ้นได้ เหมือนเพื่อนที่เราไว้ใจมาแนะนำเพื่อนอีกคนให้รู้จัก มีงบสำหรับไอเดียเจ๋ง ๆ มากขึ้น – เมื่อสองแบรนด์คอลแลปกันและต้องทำการตลาดร่วมกัน จะเอาเงินทำแคมเปญมารวมกัน ทำให้มีเงินสำหรับทำแคมเปญมากขึ้น ซึ่งในส่วนตรงนี้สัดส่วนอาจเป็นไปตามที่แต่ละแบรนด์ตกลงกัน แชร์ความรู้ – การคอลแลปทำให้ทีมการตลาดของทั้งสองแบรนด์จับมือเปิดโต๊ะประชุมร่วมกัน ซึ่งจะช่วยกันแชร์ข้อมูลของเชิงลึก ความรู้และประสบการณ์ที่แต่ละแบรนด์มีให้อีกแบรนด์ ซึ่งช่วยเปิดโอกาสให้สมาชิกในแต่ละทีมได้เรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ ที่ไม่เคยรู้ ไม่เคยทำมาก่อน ช่วยกันปรับจุดอ่อน เพิ่มจุดแข็ง – ก่อนที่จะคอลแลป แต่ละแบรนด์ต้องศึกษาอีกแบรนด์ที่จะคอลแลปด้วย ซึ่งจะทำให้ต่างฝ่ายต่างเห็นจุดอ่อน จุดแข็งของกันและกัน และช่วยกันปรับปรุงแก้ไข สองหัวดีกว่าหัวเดียว – การรวมตัวช่วยกันคิดระหว่างสองแบรนด์อาจทำให้เกิดไอเดียใหม่ ๆ […]
