A/B Testing ทดสอบให้รู้จริง ว่าลูกค้าชอบแบบไหน

“เราว่าชิ้นนี้ดีกว่า แต่คนอื่นอาจจะไม่เห็นด้วยก็ได้” ทำภาพโฆษณามาสองแบบ ทำคอนเทนต์มาสามชิ้น ลองวางปุ่ม CTA มาสามมุม แต่ไม่รู้ว่าสรุปแล้วชิ้นไหนจะถูกใจกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด ก็คงถึงเวลาที่ “A/B Testing” จะออกโรงแล้วครับ A/B Testing คือการทดลองรูปแบบหนึ่ง ที่เราจะต้องหยิบชิ้นงานที่ต้องการเปรียบเทียบมาลองใช้จริง ๆ แล้วค่อยมาดูว่าชิ้นไหนได้รับผลตอบรับดีกว่ากัน เพื่อที่เราจะได้นำข้อมูลไปปรับปรุงและพัฒนาให้ผลงานชิ้นนั้นตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น ยิ่งคนที่ทำการตลาดออนไลน์ก็จะค่อนข้างได้เปรียบตรงที่เราสามารถเก็บข้อมูลได้ง่าย หลาย ๆ แพลตฟอร์มมีการเก็บข้อมูลดิบไว้ให้เราสามารถดึงไปวิเคราะห์ต่อได้เลย ทำให้เรารู้ได้เลยว่าชิ้นไหนปัง ชิ้นไหนแป้ก และชิ้นไหนสมควรได้รับการโปรโมตต่อไป จุดไหนที่ทำให้ลูกค้าของเราสนใจมากกว่า ซึ่งสิ่งที่ทดลองก็เป็นได้ทั้ง ข้อความ สีภาพ การวางภาพ การใส่ตำแหน่งปุ่ม CTA ทั้งบนภาพโฆษณาหรือหน้าเว็บก็ตาม ถึงแม้ว่าจะชื่อว่า A/B Testing แต่ความจริงแล้วก็สามารถทดสอบได้มากกว่า 2 นะครับ จะทดสอบกี่ตัวก็ได้ ส่วนรายละเอียดในการทำ A/B testing นั้น อาจจะมีขั้นตอนต่างกันไปขึ้นอยู่กับเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่อย่างแรกที่ควรทำเลยคือเราต้องตั้งเป้าหมายว่าจะทดสอบเรื่องอะไร ทดสอบทำไม ทดสอบอย่างไร ลองตั้งเป็นสมมติฐานได้ยิ่งดีครับ อย่างต่อมาที่ต้องกำหนดคือ กลุ่มเป้าหมาย เราจะต้องแบ่งกลุ่มเป้าหมายออกในจำนวนที่เท่ากัน ซึ่งโดยปกติอาจจะมีแนะนำจำนวนที่เหมาะสมของกลุ่มเป้าหมายอยู่แล้วจากเครื่องมือที่เราใช้ ส่วนเวลาในการทำการทดลองนั้นขึ้นอยู่กับความเหมาะสม […]

“Micro Moment” ช่วงเวลาสำคัญ ที่ทำให้ตัดสินใจซื้อ

“อยากได้อะไรก็ต้องได้เดี๋ยวนี้!” ไม่ใช่คำพูดของนางร้ายในละครที่ไหน แต่เป็นสิ่งที่ลูกค้าในปัจจุบันเป็นจริง ๆ เพราะสมัยนี้การเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ผ่านโทรศัพท์มือถือนั้นง่ายแสนง่าย ค้นแป๊บเดียวก็ตัดสินใจได้แล้วว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อ แบรนด์มีเวลานำเสนอตัวเองกับพวกเขาน้อยมาก แทบจะไม่ใช่นาทีหรือวินาที แต่เรียกเป็น “Moment” หนึ่งก็ว่าได้ ลองนึกดูสิครับว่า ถ้าคุณนึกอยากได้ของสักชิ้น แต่หยิบมือถือมาค้นข้อมูลแล้วไม่เจอ หรือเจอก็หาวิธีสั่งได้ลำบากยากเย็น คุณจะยังสนใจซื้อมันอยู่ไหม ในยุคที่สมาร์ตโฟนของเราทำให้เราเข้าถึงข้อมูลได้อย่างง่ายดาย ก็ทำให้กระบวนการตัดสินใจของลูกค้าเร็วขึ้นมากทีเดียวครับ โดย Google ได้ออกมาพูดเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่ปี 2015 โดยบัญญัติคำว่า “Micro Moments” ซึ่งหมายถึงช่วงเวลาสั้น ๆ ที่คนเราใช้มือถือตอบสนองต่อความต้องการแบบทันที เช่น อยากรู้ก็ค้นเลย อยากไปก็หาเลยว่าไปยังไง อยากทำก็เปิด How To สอนทำเลย อยากซื้อก็กดหาช่องทางซื้อแล้วซื้อเลย ซึ่งกระบวนการพวกนี้สั้นมาก ๆ ครับ แทบจะเกิดขึ้นในเสี้ยวนาทีเท่านั้น แบ่งออกเป็น 4 หัวข้อครับ ?I-Want-to-Know moments อยากรู้เดี๋ยวนี้ ก็ต้องได้รู้เดี๋ยวนี้ คือการที่คนเราอยากรู้อะไรแล้วก็จะกดค้นหาข้อมูลทันที เป็นหน้าที่ของเราที่ต้องเอาตัวเองไปใส่ในโอกาสนี้ให้ทัน เช่น เมื่อก่อนเวลาเราอยากรู้ว่าภาพยนตร์ที่เราอยากดูจะมีรอบฉายตอนไหนบ้าง ก็ต้องดูในหนังสือพิมพ์ ฟังประกาศจากรถแห่ […]

Do & Don’t SEO จะปัง หรือ พัง มาเช็กกัน!

อยากทำให้คนรู้จักเรามากขึ้นผ่านบทความ SEO ก็ต้องดี แต่ว่าจะทำยังไงให้ SEO ดีนี่สิ?วันนี้เราเลยมี Checklist Do & Don’t ควรทำแบบไหนให้ SEO ของเราพุ่งทะยานติดหน้าแรก มาดูกันครับ “เท้าความก่อน … SEO คืออะไร?” หากใครยังพอจำกันได้ เราเคยมีบทความแนะนำเรื่องของ SEO และ SEM กันไปแล้วนะครับ สามารถหาอ่านได้ที่ลิงก์นี้ (SEO VS SEM ชื่อคล้ายแต่ไม่เหมือน ) โดยขอสรุปสั้น ๆ ว่า SEO นั้นย่อมาจากคำว่า Search Engine Optimization เป็นกลวิธีที่เราปรับแต่งให้หน้าเว็บไซต์ของเราติดอันดับการค้นหาเป็นชื่อแรก ๆ บนโปรแกรมค้นหาต่าง ๆ เช่น Google Yahoo Bing ซึ่งการที่จะเกิด SEO ที่ดีได้ก็มาจากหลายวิธีการ เช่น การที่เราเขียน Content บนเว็บไซต์ให้ตรงกับ Keyword หรือคำค้นหาที่เกี่ยวข้อง, การทำ […]

“Storytelling” วิธีเล่าเรื่องให้จับใจลูกค้า สร้างมูลค่าได้มหาศาล

จำได้ว่าครั้งหนึ่ง เดี่ยว ไมโครโฟน ของคุณโน้ต อุดม เคยเล่าถึงความชื่นชอบของเขาในการรับประทานเนื้อย่าง ซึ่งเขาได้เล่าว่าเวลาไปร้านเนื้อย่างของญี่ปุ่น สิ่งที่เขาประทับใจมากคือการที่เนื้อแต่ละส่วนจะมีป้ายเล็ก ๆ ปักมาบนเนื้อ บนป้ายเป็นเรื่องเล่าหรือรายละเอียดของเนื้อส่วนนั้น ๆ ซึ่งทำให้การย่างเนื้อแต่ละชิ้นเข้าปาก ดูมีความหมายมาก ๆ ผมเองได้ฟังแล้วก็นึกถึงรูปแบบการถ่ายทอดเรื่องราวแบบหนึ่ง ซึ่งถ้าทำได้ดี ก็จะกลายเป็นหนึ่งอาวุธเด็ดของการทำ Content Marketing เลยก็ว่าได้ และหลาย ๆ แบรนด์ก็นำมาใช้โดยที่ผู้บริโภคอาจจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ นั่นก็คือการทำ “Storytelling” ซึ่ง Storytelling จริง ๆ แล้วเป็น วิธีการถ่ายทอดเรื่องราว โดยอาจจะเรียกได้ว่ามันเป็นศิลปะของการเล่าเรื่องให้คนฟังรู้สึกมีส่วนร่วมไปด้วย ดังนั้นผู้ที่เล่าเรื่องจะต้องสามารถ่ายทอดข้อความ สิ่งที่ต้องการจะสื่อ หรือความรู้บางอย่างในแบบที่ทำให้ฟังแล้วเพลิดเพลิน เพื่อให้ผู้ฟังสามารถจดจำเรื่องราวและรับรู้ประสบการณ์ได้ เป็นศาสตร์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายไม่จำกัดเฉพาะวงการการตลาดเท่านั้น แม้กระทั่งวงการการศึกษา เวลาสอนเด็ก ๆ คุณครูก็มีการใช้เทคนิคการเล่าเรื่องเพื่อให้นักเรียนได้รับรู้ข้อมูลอย่างไม่เบื่อ และจดจำได้ดีขึ้นเช่นกัน สำหรับนักการตลาดนั้น การทำ Storytelling จะช่วยให้ลูกค้ารับรู้ประสบการณ์ของแบรนด์ เข้าใจที่มาที่ไป และช่วยกระตุ้นการมีส่วนร่วมได้ดี ซึ่งในปัจจุบันนั้นเราต้องยอมรับว่าวัน ๆ หนึ่งลูกค้าต้องเจอกับข้อความและโฆษณากว่าหลายพันข้อความต่อวัน การทำ Storytelling ที่ดีจึงจะช่วยให้แบรนด์สามารถสื่อสารความตั้งใจของแบรนด์โดยที่ไม่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่ากำลังถูกยัดเยียดให้จำข้อมูลอีกด้วย […]

“แบรนด์-เนม” เทคนิคการตั้งชื่อแบรนด์ฉบับรวบรัด

การแนะนำตัวที่สั้นที่สุดของแบรนด์ คือ “ชื่อเรียก” เราจะสามารถสื่อสารถึงตัวตนของเราจนลูกค้าติดหู ติดใจ แล้วจำได้ หรือได้ยินชื่อแล้วลืมไปเลยว่าเราเป็นใคร ก็ขึ้นอยู่กับการตั้งชื่อนี่แหละครับ นับวันแบรนด์คู่แข่งก็ยิ่งเปิดตัวเยอะขึ้น แล้วจะทำอย่างไรล่ะให้ลูกค้าจำได้ วันนี้เราเลยมีขั้นตอนการตั้งชื่อแบรนด์ฉบับรวบรัด เพื่อใครอยากจะลองสร้างแบรนด์ของตัวเองขึ้นมาจะได้เอาไปปรับใช้ดูครับ ? ขั้นที่ 1: หาให้เจอว่าหัวใจของแบรนด์คุณคืออะไร ก่อนจะตั้งชื่อ เราต้องรู้ว่าแบรนด์เราเป็นใคร ทำอะไร มีวัตถุประสงค์ในการสร้างแบรนด์นี้ขึ้นมาอย่างไร วิสัยทัศน์ของแบรนด์ที่มีคืออะไร เป็นข้อมูลเบื้องต้นที่สำคัญ ที่คุณควรรู้ก่อนจะตั้งชื่อให้แบรนด์ครับ ? ขั้นที่ 2: หาให้เจอว่าเราต่างจากคนอื่นยังไง เข้าใจหัวใจของแบรนด์เราแล้วก็จริง แล้วอะไรล่ะที่ทำให้เราโดดเด่น แตกต่างจากแบรนด์อื่น ๆ รอบข้าง เอามาใช้ให้เป็นประโยชน์เลยครับ ? ขั้นที่ 3: ระดมสมอง ยำไอเดียเข้าด้วยกัน เมื่อเราพอจะมีข้อมูลแล้วว่าหัวใจของแบรนด์เราคืออะไร เรามีวัตถุประสงค์ของแบรนด์แบบไหน แตกต่างจากคนอื่นอย่างไรบ้าง ก็ถึงเวลาที่คุณจะระดมสมอง โดยคุณอาจจะวางโจทย์ไว้คร่าว ๆ ก่อนว่าสิ่งที่ต้องการจากการระดมสมองครั้งนี้คืออะไร เช่น อยากให้ชื่อแบรนด์เป็นสิ่งที่บอกตัวตน + อยากให้คนได้ยินแล้วรู้สึกสบายใจ จากนั้นก็โยนไอเดียใส่กันเต็มที่ได้เลยครับ ⭐️โดย Tips พิเศษสำหรับขั้นตอนนี้ก็คือ ถ้าเรานึกไม่ออกจริง ๆ ว่าชื่อแบรนด์จะสามารถตั้งแบบไหนได้บ้าง […]

“Loss aversion” เล่นกับการ ‘กลัวสูญเสีย’ เพื่อไม่ให้เสียลูกค้า

ครั้งหนึ่งผมเคยไปตัดแว่นสายตา ทั้ง ๆ ที่ตอนแรกตั้งใจไว้ว่าจะตัดแว่นสายตาแบบธรรมดา แต่ระหว่างที่กำลังจะจ่ายเงิน พนักงานก็พูดขึ้นมาว่า “น่าจะตัดแบบเลนส์ตัดแสงสีฟ้าไปเลยนะ ใช้สิทธิ์ลูกค้าใหม่ในการซื้อครั้งแรกได้ แต่ถ้ามาตัดครั้งหน้าจะต้องเสียค่าเลนส์แยกเพิ่มอีกต่างหากนะ” สรุปแล้ววันนั้นผมก็ได้แว่นตาพร้อมเลนส์ตัดแสงสีฟ้ากลับมา (ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ต้องการเลยสักนิด) เพราะกลัวว่าครั้งหน้าจะใช้สิทธิ์ลูกค้าใหม่ไม่ได้แล้วจะต้องเสียเงินเพิ่ม ความกลัวที่ทำให้ตัดสินใจทำหรือไม่ทำอะไรบางอย่างนี่แหละครับ เป็นตัวอย่างของสิ่งที่เรียกว่า “Loss Aversion” “Loss Aversion” เป็นหลักจิตวิทยาการตลาดที่พูดถึงแนวโน้มพฤติกรรมของคนเราที่ไม่ชอบการสูญเสีย จึงทำให้คนเรามักเลือกที่จะทำบางสิ่งที่ได้ผลตอบแทนน้อย มากกว่าการที่จะกล้าเสี่ยงเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนเยอะ ๆ ซึ่งหลายแบรนด์เอาหลักการนี้มาใช้เมื่อต้องการโน้มน้าวให้ผู้ใช้งานทำอะไรสักอย่างที่เราต้องการ เช่น กดสั่งซื้อ กดติดตาม กดซื้อสินค้าภายในเวลาที่ระบุไว้ ก็จะมีการกำหนดคำหรือมูลค่าบางอย่างที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าไม่อยากเสียสิ่งนี้ไป จึงต้องทำตามบางสิ่งที่เราต้องการนั่นเอง ตัวอย่างที่เจอทั่ว ๆ ไปรอบตัวเราก็อาจจะมาในรูปแบบของคำโฆษณาที่ดึงความสนใจและกระตุ้นความรู้สึกไม่กล้าสูญเสียไว้ เช่น เหลือ 2 ที่นั่งสุดท้าย จองเลย!  Flash Sale เหลืออีก XX นาทีเท่านั้น ห้ามพลาดโปรโมชั่นพิเศษจากเรา กดติดตามร้านค้าเพื่อรับคูปองฟรี! หรืออย่างเวลาเราสมัครใช้งานแอปพลิเคชันอะไรใหม่ ๆ พอกรอกลงทะเบียนไปก็มักจะมีหน้าต่างที่แนะนำให้เรากด ‘ค้นหาเพื่อน’ หรือเพิ่มเพื่อนอัตโนมัติ ซึ่งถ้าเราจะกดข้ามก็มักจะมีข้อความประมาณว่า ‘Are you sure […]

“Paradox of choice” มีช้อยส์ให้เลือกเยอะไประวังได้ 0

เคยเข้าเว็บดูหนังแล้วออกมาแบบไม่ได้กดดูอะไรเลยสักเรื่องไหมครับ? ความรู้สึกที่เห็นตัวเลือกหนังมากมายกว่าหลายร้อยเรื่องผ่านตาไป แทนที่จะทำให้เราตัดสินใจเลือกดูได้อย่างมีความสุข แต่กลับต้องมานั่งทุกข์ใจว่า วันนี้จะดูอะไรดีนะ อุตส่าห์สมัครสมาชิกไว้จะได้มีตัวเลือกหนังมากมาย แต่เพราะอะไรกันที่ทำให้เราตัดสินใจไม่ได้สักที? เชื่อไหมครับว่าบางครั้งเรามีตัวเลือกให้ตัดสินใจมากเกินไปก็อาจจะทำให้เราเลือกอะไรไม่ได้เลยเหมือนกัน ฟังดูแล้วก็ย้อนแย้งดีว่าทำไมพอมีตัวเลือกเยอะ ๆ เราก็น่าจะตัดสินใจเลือกสิ่งที่ดีที่สุดได้ดีขึ้น แต่มันกลับกลายเป็นว่าตัวเลือกที่เยอะเกินไปก็อาจจะสร้างความสับสนจนทำให้เราไม่กล้าตัดสินใจเลือก ซึ่งลึก ๆ แล้วปัญหานี้อาจจะมาจาก “ความกลัว” ก็ได้ครับ ในหนังสือชื่อว่า “The Art of Thinking Clearly” ของ Rolf Dobelli  เขาได้กล่าวถึงเรื่องของ “Paradox of choice” ไว้ว่าเป็นภาวะที่เมื่อคนเรามีตัวเลือกเยอะมากไป เราก็อาจจะมีความสุขในการเลือกน้อยลง ซึ่งอาจจะมาจาก “ความกลัว” ว่าเราจะตัดสินใจไม่ถูก,​ กลัวว่าเดี๋ยวอาจจะมีตัวเลือกที่ดีกว่า หรือกลัวว่าเลือกอันนี้ไปแล้วจะต้องพลาดแน่ ๆ ดังนั้นเวลาที่เราทำตัวเลือกอะไรบางอย่างออกมาให้ลูกค้าเลือกเยอะ ๆ ก็อาจจะไม่ได้ผลดีอย่างที่คิด เคยมีการทดลองในปี 1995 ที่ทดลองขายแยมตัวใหม่ในซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่ง โดยทำตัวอย่างมาให้ชิมถึง 24 รส ผ่านไปไม่กี่ชั่วโมงก็จะสลับกลับมาเหลือให้ชิมแค่ 6 รส ปรากฏว่าตอนที่มีรสให้เลือกชิมมากกว่า ลูกค้าจะมาดูสินค้ามากกว่า แต่พอดูจากยอดขายจริง ๆ กลับกลายเป็นว่าตอนที่มีแค่ 6 […]

“Social Proof” ใช้เสียงสังคม ชวนให้ลูกค้าซื้อของ

“ตัวนี้แหละดี เห็นในเน็ตเค้าว่ากันนะ”  “หารีวิวแป๊บค่อยกดสั่ง” “ร้านนี้ได้ดาวเยอะมากเลย สั่งร้านนี้ไหม” “เอาอันนี้เพิ่มด้วย เห็นโฆษณาเต็มทวิตเตอร์เลย น่าจะดีนะ” ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่การตัดสินใจซื้อของไม่ได้มาจากเราคนเดียวเสมอไป แต่ได้อิทธิพลมาจากเสียงของคนอื่น ๆ ที่เข้ามามีอิทธิพลและเป็นแรงหนุนให้เราตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการบางอย่าง ลองนึกดูสิครับว่า เวลาที่คุณจะซื้อของแต่ละที จู่ ๆ ก็เดินดุ่ม ๆ เข้าไปหยิบลงตะกร้า หรือที่จริงแล้วคุณเลือกของชิ้นนั้นมา เพราะ “เขาบอกว่าดี” ในทางการตลาดมีแนวคิดที่รองรับพฤติกรรมนี้อยู่นะครับ ชื่อว่า “Social Proof” ซึ่งเป็นเรื่องของจิตวิทยาที่ทำให้เราเชื่อถือบางสิ่งจากอิทธิพลของคนอื่น บางแหล่งก็เชื่อว่าเป็นเพราะมนุษย์นั้นมีสัญชาตญาณการอยู่รอดในสังคม ดังนั้นจึงต้องทำอะไรตามคนหมู่มากเพื่อความปลอดภัยในการอยู่รอดของตนเอง เชื่อคนหมู่มากไว้ ปลอดภัยกว่า ถ้าให้ยกตัวอย่างชัด ๆ เวลากดสั่งของออนไลน์ ของเหมือนกัน ราคาเท่ากัน แต่ดาวที่ร้านได้กับคอมเมนต์แนะนำร้านมีจำนวนไม่เท่ากัน เราจะเลือกร้านไหน หรือถ้ามีหลายคนบอกว่าซีรีส์เรื่องนี้สนุกมาก ๆ บนทวิตเตอร์ จะหันไปทางไหนก็เจอโฆษณาเต็มไปหมด เชื่อว่าเราก็คงอยากจะกดเข้าไปลองดูสักตอนสองตอนเหมือนกันใช่ไหมครับ ซึ่งวิธีการทำ Social Proof นี้ทำได้หลายแบบมาก ตัวอย่างเช่น  1) Expert Referrals ใช้การอ้างอิงผู้เชี่ยวชาญ เช่น ยาสีฟันที่ทันตแพทย์เลือกใช้, ผู้เชี่ยวชาญ […]

“Reciprocity” ดีกับลูกค้าแบบไหน ได้ใจลูกค้ากลับมาแบบนั้น

มีหลักจิตวิทยาการตลาดตัวหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าช่างเข้ากับนิสัยของคนไทยเสียเหลือเกิน นั่นก็คือนิสัย “ขี้เกรงใจ” และความรู้สึก “ต้องตอบแทนบุญคุณ” เวลาใครทำอะไรดี ๆ ให้ เชื่อไหมครับว่าในทางการตลาดแล้ว เราก็แอบมีหลักการที่เล่นกับความรู้สึกนี้อยู่เหมือนกัน ชื่อว่า “Reciprocity” “Reciprocity” เป็นแนวคิดที่พูดถึง “การแลกเปลี่ยน” เมื่อเราได้รับอะไรบางอย่างมา ก็จะเกิดความรู้สึกอยากตอบแทนกลับไป ซึ่งในทางจิตวิทยานั้นมองว่ามาจากพื้นฐานที่มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่ต้องพึ่งพาอาศัยกัน ดังนั้นเมื่อมีคนทำดีกับเรา เราก็มักจะอยากตอบแทนกลับในลักษณะเดียวกันด้วย หากเราจะนำหลักการนี้ไปใช้ อาจจะเริ่มจากการที่เรา “ให้” บางสิ่งกับลูกค้าก่อน เพื่อเป็นการกระตุ้นความสนใจและสร้างความประทับใจแรกเริ่ม โดยสิ่งที่เราจะให้ควรจะเป็นสิ่งที่มีมูลค่าและทำให้รู้สึกว่าเราไม่ได้แจกให้บ่อย ๆ อย่างเช่นคูปอง โปรโมชั่นพิเศษ หรือบริการบางอย่างที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกประทับใจและเกิดความรู้สึกอยากอุดหนุนสินค้าของเรามากขึ้น ตัวอย่างเช่น หากมีลูกค้าเข้าไปเดินชมสินค้าในร้าน ถึงแม้วันนั้นไม่ได้ตั้งใจจะซื้อ แต่ BA ประจำร้านดูแลดี ตอบทุกคำถามอย่างยิ้มแย้ม แถมยังให้สินค้าทดลองมาหลายสิบชิ้น แน่นอนว่าลูกค้าคนนั้นก็อาจจะเกิดความประทับใจจนอยากที่จะอุดหนุนสินค้าเป็นการตอบแทน ไป ๆ มา ๆ ก็อาจจะกลายเป็นลูกค้าประจำของแบรนด์นั้นไปตลอด ข้อดีของการใช้หลัก Reciprocity คือจะช่วยรักษาความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้า และยังเป็นการช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้มากขึ้น เพราะรู้สึกว่าได้รับสิ่งที่เป็นของรางวัลมาแล้ว จึงรู้สึกว่าต้องตอบแทนกลับไปนั่นเอง อย่างไรก็ตามการนำไปใช้อยากให้เน้นไปในเชิงที่ว่า “ถ้าเราดีกับลูกค้าแบบไหน เราก็จะได้ใจลูกค้ากลับมาแบบนั้น” ให้ความรู้สึกดี ๆ […]