วิ่งแลกของฟรี กลายเป็นหนึ่งในแคมเปญที่เหล่าพี่นักวิ่งตามล่า แถมยังดึงดูดพี่นักวิ่งหน้าใหม่มาเข้าวงการนี้ เพราะเบเนฟิตที่ได้จากความเหนื่อยล้าช่างคุ้มค่า ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่ม แว่น บัตรคอนเสิร์ต และอื่น ๆ อีกมากมายที่แบรนด์จะให้ได้ ซึ่งได้รับกระแสตอบรับค่อนข้างดี โพสต์นี้สรุปมาให้แล้ววาทำไมแคมเปญนี้ถึงเวิร์ก
1.เปลี่ยนการวิ่งให้กลายเป็นเกมแลกของรางวัล ด้วย Gamification Marketing
แต่ละแบรนด์จะกำหนดระยะทางและของรางวัลไว้ โดยมักจะแบ่งแระดับให้ไต่แรงค์ ตามความสามารถ เช่น 5 กม. แลกรับสเลนส์ / วิ่ง 10 กม. แลกกรอบแว่นตา ทำให้พี่นักวิ่งเหมือนได้เล่นเกม ทำเควส ซึ่งเมื่อทำสำเร็จสมองจะหลั่งสารแห่งความสุข (Dopamine) ทำให้รู้สึกภูมิใจและเพิ่มแรงจูงใจให้กลับมาหาแบรนด์
2. อิงเทรนด์การวิ่ง จัดเซ็ตของรางวัลตามอินไซต์ด้วย Contextual Marketing
กระแส Longevity ที่กำลังมาแรงสนับสนุนให้เทรนด์การวิ่งเติบโตไปตามกัน เป็นโอกาสที่ดีให้แบรนด์ได้
ศึกษาหาอินไซต์ เข้าใจไลฟ์สไตล์และความชอบของพี่นักวิ่ง แล้วเลือกรางวัลที่ตรงใจพี่นักวิ่ง ไม่ว่าจะโปรโมชันเครื่องดื่มมีฟองสีเหลืองทอง หรือแว่นสายตาที่ต้องใช้ทุกวัน ก็ยิ่งมีโอกาสสร้างความประทับใจให้คนอยากมีส่วนร่วมและรู้สึกดีกับแบรนด์มากขึ้น
3. ความสัมพันธ์แบบ win-win พี่นักวิ่งได้รางวัล แบรนด์ได้ UGC
แลกของรางวัลเสร็จแล้ว ก็ต้องแชะภาพลงสตอรี่บอกให้โลกรู้กันสักหน่อย ทำให้แบรนด์ได้รีวิวฟรีจากพี่นักวิ่งตัวจริง (UGC: User Generated Content) เพิ่มการรับรู้ (Brand Awareness) โดยไม่ต้องยิง Ads อย่างเดียว และยิ่งของรางวัลน่าสนใจ ก็จะยิ่งเกิดการบอกต่อ ชักชวนกันไปแลกของรางวัลมากขึ้นตามไปด้วย
กลยุทธ์เหล่านี้ช่วยให้แบรนด์ได้ insight ที่ได้มาด้วยความเต็มใจ พร้อมพื้นที่บนโซเชียลมีเดียที่เพิ่มขึ้น และประสบการณ์เชิงบวกกับแบรนด์ ยิ่งถ้าพี่นักวิ่งติดใจของรางวัลที่แลก ก็อาจจะกลายเป็นลูกค้าประจำ และเกิด Brand Loyalty ในอนาคตได้
