สรุป Private session โดย คงเดช จาตุรันต์รัศมี กับแนวคิดและวิธีการทำภาพยนตร์ที่ปรับใช้กับการทำโฆษณาได้
▪️Idea อยู่รอบตัวเราเสมอ
การคิดไอเดียไม่ออกไม่เคยเป็นปัญหา เพราะในมุมมองของคงเดช ไอเดียมีอยู่รอบตัวทุกคน แม้การทำงานภาพยนตร์ส่วนใหญ่ ไอเดียจะเกิดมาจากเรื่องที่ใกล้ตัว หรือเรื่องที่อินมาก ๆ ในช่วงชีวิตของหลายคน แต่การหาความเชื่อมโยง และตั้งคำถามกับสิ่งรอบ ๆ ตัวเสมอ ก็สามารถนำมาปรับใช้ในการคิดไอเดียงานโฆษณาที่เป็นการรับโจทย์มาจากลูกค้าได้
“การหา Plot หนังอาจจะไม่ได้ต้องไปหาที่ไหนไกล เพราะจริง ๆ เราอยู่ในประเทศที่เป็น Surreal Country มาก ๆ เราจะเห็นข่าวคนเอามอเตอร์ไซค์ซ้อนมอเตอร์ไซค์อีกที เราเห็นข่าวตำรวจปลอมเป็นพระเพื่อไปจับพระปลอม อะไรแบบนี้ก็เอามาเป็นไอเดียได้ทั้งหมด
แต่เราก็ควรจะตั้งคำถามกับมันว่าสิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่อะไรได้บ้าง พอเราตั้งคำถามก็จะรู้เลยว่าอยากไปต่อกับมันไหม ซึ่งไอเดียที่ดีจริง ๆ มักจะเรียกให้เรากลับไปค้นหาคำตอบ และเราจะรู้สึกอินกับมันมาก ๆ”
▪️ Message ชัด การเล่าเรื่องก็ชัด
การมี Message ที่ชัด ทำให้คนทำงานสามารถคิด Execution ออกมาได้หลากหลาย และจะทำให้เราเลือกได้ว่าภาพแบบไหนที่เหมาะกับ Message นี้ หรือจะเล่าเรื่องราวไปจนจบอย่างไร เพื่อให้คนดูสามารถเข้าถึงประเด็นที่อยากนำเสนอได้
ในขณะที่ Message อาจมาจากไอเดียที่เราอินมาก ๆ หรืออาจมาจาก Consumer Insight ว่าช่วงไหนคนกำลังพูดเรื่องอะไรกันในสังคม
“ในการทำหนัง เราจะมีประเด็นที่อยากพูด เหมือน Message ที่หนังโฆษณาอยากบอก ตอนทำเรื่องกอดเป็นช่วงที่มีแพชชันกับความรู้สึกไม่ชอบตัวเอง รู้สึกว่าคนทุกคนมันมีความไม่พอใจตัวเอง และอยาก fit in ในสังคม พอเราอินกับไอเดียนี้ มันเลยเอาไปขยายต่อให้กลายเป็นเรื่องของผู้ชาย 3 แขน ที่เดินทางเพื่อจะไปตัดแขนที่เกินออก พอสิ่งที่อยากเล่ามันชัด เราก็จะนำเสนอมันออกมาได้ดี เรารู้ว่าจะเขียนมันยังไง
หรืออย่างตอนที่ทำ Hunger ก็มีไอเดียมาจากช่วงที่อาหารไทยบูมมาก ๆ มีตั้งแต่แพงไปยันถูก หลายระดับ แล้วมัน reflect ได้ดีกับความต่างของชนชั้น ก็เลยเป็นหนังที่โฟกัสการเล่าเรื่องเพื่อสะท้อนการแบ่งชนชั้นของสังคมไทยผ่านหนังอาหาร”
▪️ คุยให้ถูกใจ ต้องรู้ว่าคุยกับ ‘ใคร’
นอกจากการมีไอเดียและ Message ที่อยากบอก ไม่ว่าจะเป็นการทำภาพยนตร์หรือทำโฆษณาควรต้องรู้ว่ากลุ่มเป้าหมายคือใคร มีลักษณะนิสัยแบบไหน อยากฟังหรือไม่อยากฟังอะไร คือต้องคิดถึงคนดูเยอะ ๆ
“การทำหนังหลาย ๆ ครั้ง มันเริ่มมาจากตัวผู้กำกับหรือนักเขียนบทเอง แต่ถึงจะออกมาจากตัวเองยังไง เราต้องโคตรคิดถึงคนดูเยอะ ๆ เลย
ในหลาย ๆ งานของคงเดช จึงพยายามใส่เหตุการณ์ในช่วงนั้นลงไปให้คนรู้สึกมีส่วนร่วม เช่น ตอนทำสยิว ก็มีเล่าเรื่องเกี่ยวกับช่วงพฤษภา 35 หรือเรื่องการแบ่งชนชั้นใน Hunger”
ทั้งหมดนี้ก็เป็นสิ่งที่เราเอามาฝากกันจาก Session ของพี่คงเดช จาตุรันต์รัศมี ที่ได้มาแชร์ประสบการณ์การทำภาพยนตร์ ที่ Createx House
พวกเราขอบคุณสำหรับแรงบันดาลใจและความรู้ต่าง ๆ ที่เอามาแชร์ให้ฟังด้วยครับ
