Skip to content
image

A/B Testing ทดสอบให้รู้จริง ว่าลูกค้าชอบแบบไหน

“เราว่าชิ้นนี้ดีกว่า แต่คนอื่นอาจจะไม่เห็นด้วยก็ได้” ทำภาพโฆษณามาสองแบบ ทำคอนเทนต์มาสามชิ้น ลองวางปุ่ม CTA มาสามมุม แต่ไม่รู้ว่าสรุปแล้วชิ้นไหนจะถูกใจกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด ก็คงถึงเวลาที่ “A/B Testing” จะออกโรงแล้วครับ

A/B Testing คือการทดลองรูปแบบหนึ่ง ที่เราจะต้องหยิบชิ้นงานที่ต้องการเปรียบเทียบมาลองใช้จริง ๆ แล้วค่อยมาดูว่าชิ้นไหนได้รับผลตอบรับดีกว่ากัน เพื่อที่เราจะได้นำข้อมูลไปปรับปรุงและพัฒนาให้ผลงานชิ้นนั้นตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น ยิ่งคนที่ทำการตลาดออนไลน์ก็จะค่อนข้างได้เปรียบตรงที่เราสามารถเก็บข้อมูลได้ง่าย หลาย ๆ แพลตฟอร์มมีการเก็บข้อมูลดิบไว้ให้เราสามารถดึงไปวิเคราะห์ต่อได้เลย ทำให้เรารู้ได้เลยว่าชิ้นไหนปัง ชิ้นไหนแป้ก และชิ้นไหนสมควรได้รับการโปรโมตต่อไป จุดไหนที่ทำให้ลูกค้าของเราสนใจมากกว่า ซึ่งสิ่งที่ทดลองก็เป็นได้ทั้ง ข้อความ สีภาพ การวางภาพ การใส่ตำแหน่งปุ่ม CTA ทั้งบนภาพโฆษณาหรือหน้าเว็บก็ตาม

ถึงแม้ว่าจะชื่อว่า A/B Testing แต่ความจริงแล้วก็สามารถทดสอบได้มากกว่า 2 นะครับ จะทดสอบกี่ตัวก็ได้ ส่วนรายละเอียดในการทำ A/B testing นั้น อาจจะมีขั้นตอนต่างกันไปขึ้นอยู่กับเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่อย่างแรกที่ควรทำเลยคือเราต้องตั้งเป้าหมายว่าจะทดสอบเรื่องอะไร ทดสอบทำไม ทดสอบอย่างไร ลองตั้งเป็นสมมติฐานได้ยิ่งดีครับ

อย่างต่อมาที่ต้องกำหนดคือ กลุ่มเป้าหมาย เราจะต้องแบ่งกลุ่มเป้าหมายออกในจำนวนที่เท่ากัน ซึ่งโดยปกติอาจจะมีแนะนำจำนวนที่เหมาะสมของกลุ่มเป้าหมายอยู่แล้วจากเครื่องมือที่เราใช้

ส่วนเวลาในการทำการทดลองนั้นขึ้นอยู่กับความเหมาะสม โดยพิจารณาจากวัตถุประสงค์ในการทดลองและกลุ่มเป้าหมาย ขั้นต่ำที่สุดควรจะให้เวลามากกว่า 2 สัปดาห์ขึ้นไป เพื่อให้ระบบได้มีเวลาดึงข้อมูลและวิเคราะห์ผลอย่างละเอียด ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จากการทำ A/B Testing ก็จะทำให้แบรนด์สามารถนำไปพัฒนาชิ้นงานของตัวเองได้ เช่น เอาไปปรับการยิงโฆษณาให้ชิ้นงานที่ได้รับเสียงตอบรับดีกว่า เอาไปปรับการเขียนคอนเทนต์ในครั้งต่อไป เอาไปปรับเปลี่ยนการจัดวางองค์ประกอบของภาพใหม่ เป็นต้น

สำหรับข้อควรระวังของการทำ A/B Testing ที่พบได้บ่อยคือ

– จัดลำดับความสำคัญผิดประเด็น : หลาย ๆ ครั้งที่การทำ A/B Testing ไม่ประสบความสำเร็จ นั่นก็เพราะเราไม่ได้จัดลำดับความสำคัญของสิ่งที่จะทดสอบให้ดี เช่น แทนที่จะเตรียมข้อมูลสำหรับการทดสอบให้ดี กลับไปสนใจที่จำนวนผู้เข้าร่วมมากกว่า หรือจัดเตรียมไว้หลายตัวแปร แต่ตัวแปรเหล่านั้นกลับไม่ได้มีความต่างกันมากนัก

– ทดสอบหลายตัวแปรเกินไปในเวลาพร้อม ๆ กัน : ถึงแม้ A/B Testing จะสามารถทดสอบได้มากกว่า 1 ตัวแปรแต่สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นบ่อย คือ เราตั้งการทดสอบไว้มากเกินไป จนทำให้สับสนเวลาที่จะต้องเก็บข้อมูลเสียเอง ดังนั้นถ้ายังไม่มั่นใจ อาจจะทดสอบทีละชุด กำหนดไว้เป็นหนึ่งตัวแปรต้น และอีกสามตัวแปรตามก่อนก็ได้

– ใช้เวลาทดสอบสั้นเกินไป : เวลาที่ใช้ในการทดสอบสำคัญมาก เพราะถ้าเราหยุดการทดสอบก่อนเวลา ผลลัพธ์ที่ได้ก็อาจจะไม่น่าเชื่อถือ ซึ่งทำให้คุณต้องเสียเวลามาทำการทดลองใหม่อีกครั้งนั่นเอง

สรุปได้ว่า A/B Testing เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้เราสามารถเก็บข้อมูลเพื่อตอบคำถามที่สงสัยได้ และทำให้เราเห็นแนวทางในการพัฒนาผลงานของเรา เพื่อให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น แต่การจะทำ A/B Testing ได้ ต้องมีกระบวนการเตรียมข้อมูล การตั้งสมมุติฐาน การเลือกกลุ่มเป้าหมาย และการดำเนินการทดลองที่มีประสิทธิภาพ ให้ระยะเวลาในการเก็บข้อมูลที่เหมาะสม ผลลัพธ์ที่ได้จึงจะสามารถเอามาใช้ต่อได้ โดยไม่ต้องเดาใจลูกค้าเองอีกต่อไปว่าจะชอบแบบไหนมากกว่ากันครับ

#CreatexHouse #Createx #Marketing #ABTesting

ข้อดี Interactive Content กระตุ้น Engagement ให้พุ่งทะยาน!
จะไฟนอลกี่เวอร์ชันก็เลือก “นามสกุลไฟล์” ให้ถูก
เคล็ดลับเจาะตลาดวัยเก๋าให้โดนใจ ทำอย่างไรได้บ้าง?